Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

มหาอุทกภัยจะนะรอบ 100 ปี “กระทบกับคนทั้งอำเภอ” บทเรียนราคาแพงจากพื้นที่รับน้ำที่ถูกถมทิ้ง

มหาอุทกภัยจะนะรอบ 100 ปี “กระทบกับคนทั้งอำเภอ” บทเรียนราคาแพงจากพื้นที่รับน้ำที่ถูกถมทิ้ง

2 December 2025

3636

มหาอุทกภัยจะนะรอบ 100 ปี กระทบกับคนทั้งอำเภอบทเรียนราคาแพงจาก "พื้นที่รับน้ำ" ที่ถูกถมทิ้ง

 

ทำไมชาวบ้านจะนะจึงคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 40

ลองทบทวนบทเรียนน้ำท่วมจะนะที่หนักขึ้นทุกปี

มิได้บอกว่าน้ำจะไม่ท่วม แค่มันจะลดความสูญเสียมากกว่านี้โดยเฉพาะชาวบ้านคนตัวเล็กตัวน้อย

จะนะ ควน ป่า นา เล

 

"ความเสียหายได้ประจักษ์ขึ้นแล้วในแผ่นดิน (บก) และในทะเล เนื่องด้วยสิ่งที่มือของมนุษย์ได้กระทำไว้ เพื่อที่พระองค์จะให้พวกเขาลิ้มรสผลบางอย่างที่พวกเขาได้กระทำไว้ หวังว่าพวกเขาจะกลับเนื้อกลับตัว" ซูเราะห์อัรโรม

#เมื่อความจริงปรากฏความเท็จก็มลาย

#ดังนั้นท่านก็ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาอย่างปัจจุบันกับการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

มหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ที่โหมกระหน่ำอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็น สัญญาณเตือน ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือมนุษย์ โดยเฉพาะการรุกล้ำและทำลาย พื้นที่รับน้ำ ในอดีตเพื่อแลกกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่ก่อให้เกิดป่าคอนกรีต ซึ่งไร้ความสามารถในการรองรับน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

วิกฤตครั้งนี้ทำให้ความสูญเสียทวีความรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน ก็ท่วม ที่ท่วมปีที่แล้วก็หนักกว่าเดิม ทั้งยังตอกย้ำถึง ความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤต ที่ทิ้งให้ชุมชนจะนะต้องเผชิญกับชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยวโดยเฉพาะชาวบ้าน คนตัวเล็กตัวน้อย

 

1. วิกฤตจากป่าคอนกรีต เมื่อแก้มลิงธรรมชาติหายไป ความรุนแรงของน้ำท่วมในจะนะคือผลลัพธ์โดยตรงของการทำลายสมดุลทางน้ำ ที่เคยทำหน้าที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติในอดีต

การพัฒนาโครงสร้าง (ป่าคอนกรีต) พื้นที่รับน้ำในอดีต (แก้มลิง) ผลกระทบต่ออุทกภัย

* โรงไฟฟ้าจะนะ และ โรงแยกแก๊ส TTM (ต. คลองเปียะ/ป่าชิง) เป็นแหล่งรับน้ำ จากพื้นที่ตอนในก่อนลงสู่คลองนาทับ (ตามทัศนะของคนท้องถิ่น) การถมที่สูงขนาดใหญ่ทำให้พื้นที่ซับน้ำหายไป ขวางทางน้ำธรรมชาติ และเร่งให้มวลน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่อื่นแทน

* ห้าง/ค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ลุ่มต่ำ/ทางน้ำไหลผ่านในเขตเศรษฐกิจ การถมที่เพื่อสร้างพื้นที่อาคารและลานจอดรถขนาดใหญ่ ทำให้เกิด น้ำหลาก (Surface Runoff) ปริมาณมหาศาล และขวางทางน้ำตามแนวถนน

* ถนนสี่เลน (ทางหลวง 43 และ 4085) ตัดผ่าน ที่ลุ่ม, นา, ป่า, ควน (เนิน) และทางน้ำสายรอง แนวถนนคอนกรีตทำหน้าที่เหมือน กำแพงกั้นน้ำ ที่ขวางการไหลออกของน้ำ ทำให้เกิดการสะสมและท่วมขังอย่างรวดเร็วและยาวนาน

 

นายแพทย์โส๊ะ หมันหลี แห่งควนหัวช้าง ได้ชี้ให้เห็นถึงภูมิปัญญาดั้งเดิม คนสมัยก่อนเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมตลอดเวลา บ้านยกสูง ไม่ถมดินสร้างบ้าน...คนแต่ก่อนปลูกมันเดือน 6 ไว้กินช่วงน้ำท่วมซึ่งเป็นวิถีอยู่ร่วมกับน้ำ ที่ถูกทำลายไปโดยการพัฒนาที่เน้นการถมที่ เพื่อรองรับความเจริญ

> นี่ไม่นับรวมการถมที่ของโรงงานเล็กๆ บ้านเรือน

 

2. ความสูญเสียในมิติอื่น การศึกษาและเศรษฐกิจท้องถิ่น อุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่สำคัญต่ออัตลักษณ์ของจะนะ

* สถานศึกษาที่ไม่เคยท่วมต้องจมบาดาล เช่น โรงเรียนดีนูลอิสลาม (ปอเนาะครูดีนทางควาย) โรงเรียนตัสดีกียะห์ ของบาบอเสะ ในขณะที่โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ (ปอเนาะโคกยาง) ซึ่งปีนี้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าปีที่แล้วต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังนานหลายวัน ระบบการศึกษาได้รับความเสียหายหนัก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางน้ำที่ถูกรบกวน โดยมีการเรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเท่าเทียมในการเยียวยาแก่ทุกโรงเรียน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกกว่า 20โรงเรียน เช่น โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา แสงธรรมวิทยา ทรัพย์ธานีวิทยา เร๊าะห์มานียะห์ อีกสถาบันการศึกษาศาสนาไม่ต่ำกว่า 60 สถาบัน ถ้าบวกกับศูนย์อบรมจริยธรรมประจำมัสยิด นี่ไม่นับรวมโรงเรียนของรัฐไม่ต่ำกว่า 50 โรงเรียน (จะนะถือขนานนามว่า เมืองการศึกษาอิสลาม)

 

* วิกฤต "เมืองนกเขาชวาอาเซียน” ความเสียหายต่อวงการนกเขาชวา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจและสัญลักษณ์สำคัญของจะนะ นายสมเดช ดินอะ (หะยีเดช) รายงานการสูญเสียนกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กว่า 105 ตัว มูลค่า นับล้านบาท และคาดว่าความเสียหายรวมทั้งอำเภออาจสูงถึง หลักพันตัว การตายของนกเขาชวาที่มีปีกแต่ไม่อาจหนีน้ำได้เพราะความตื่นตระหนก ถือเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจและจิตใจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของคนจะนะ

 

3. เสียงคัดค้านที่ถูกมองข้าม บทเรียนตั้งแต่ปี 2540 วิกฤตครั้งนี้มิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลที่ตามมาจากความกังวลของชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านโครงการขนาดใหญ่มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ปี 2540

 * การคัดค้านโครงการขนาดใหญ่: ชาวบ้านจะนะต่อสู้คัดค้านโครงการต่างๆ เช่น ท่อแก๊ส (ก่อนปี 40), โรงไฟฟ้าจะนะ (ปี 51), โรงไฟฟ้าชีวมวล (ปี 59) และ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ (ปี 62) โดยมีเหตุผลหลักคือ "ความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก" เนื่องจากการถมที่ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม

 * ผลกระทบทางจิตใจและศาสนา ชาวบ้านส่วนหนึ่งมองว่าการทำลายพื้นที่เป็นการทำลายหลักการทางศาสนา และการรุกล้ำ ที่ดินวะกัฟ (ที่ดินบริจาคเพื่อศาสนา) ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ชาวบ้านจะนะคาดการณ์ว่าโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้จะนำมาซึ่งความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย การขาดแคลนน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาน้ำท่วม ซึ่ง ความจริงได้ประจักษ์ขึ้นแล้ว ในวันนี้

 

4. วิกฤตการบริหารจัดการ ความเหลื่อมล้ำในการช่วยเหลือ

สถานการณ์น้ำท่วมยังเผยให้เห็นถึง "วิกฤตฝีมือมนุษย์" ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะในประเด็น ความไม่เป็นธรรมในการกระจายความช่วยเหลือ

 * ความช่วยเหลือที่จำกัด ในขณะที่ความสนใจมุ่งไปที่ อ.หาดใหญ่ ทำให้ อ.จะนะ ได้รับความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่าง ๆ น้อยมาก ทำให้หลายชุมชนต้องอาศัยการช่วยเหลือจาก เครือข่ายภาคประชาสังคม และการ พึ่งพาตนเอง.

 * รัฐล้มเหลว บาบอฮุสณี บินกหยีควเนาะ สะท้อนอย่างเผ็ดร้อนถึง "ระดับกึ๋นปัญญาของคนของรัฐ" ทุกระดับที่ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการวิกฤตอย่างมืออาชีพ จนทำให้ "วิกฤตธรรมชาติกลายเป็นวิกฤตฝีมือมนุษย์โดยไม่จำเป็น"

 

การเลือกระหว่าง "ปัจจุบัน" กับ "ความยั่งยืน"

มหาอุทกภัยจะนะรอบ 100 ปี คือสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาที่ต้องทบทวนรูปแบบการพัฒนาอย่างจริงจัง ดังที่คัมภีร์ได้กล่าวไว้

 “ความเสียหายได้ประจักษ์ขึ้นแล้วในแผ่นดินและในทะเล เนื่องด้วยสิ่งที่มือของมนุษย์ได้กระทำไว้ (ซูเราะห์ อัรโรม : 41)

ทางออก คือการเลือก การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการ ปกป้องความเป็นชุมชนแบบวิถีธรรมชาติ และฟื้นฟูระบบนิเวศการจัดการน้ำดั้งเดิมของ จะนะ ควน ป่า นา เล เพื่อลดความสูญเสียต่อคนตัวเล็กตัวน้อยและป้องกันไม่ให้วิกฤตน้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต

 

 

เรียบเรียงโดย อับดุลสุโก ดินอะ

Recent posts