Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

สำหรับท่านที่โอนเงินหลังวันที่ 9 เมษายน 2569 ทางเราจะส่งใบเสร็จหลังเทศกาลสงกรานต์
For those who make payments after April 9, 2026, we will issue the receipt after the Songkran Festival.

ThaiNGO

Development News and Information Sources

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ผู้ประสานงานโครงการภาคประชาสังคมจังหวัด

สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.)
  • สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.)
  • Nonprofits / องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
  • 56
  • 06 Dec 2023
  • 24 December 2023

Job Description (JD)

ตำแหน่ง : ผู้ประสานงานโครงการภาคประชาสังคมจังหวัด

ภายใต้โครงการส่งเสริมองค์กรภาคประชาสังคมระดับจังหวัด เป็นหุ้นส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ

โดยสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส.สำนัก 9

ระยะเวลาจ้างงาน : 1 มกราคม 2567-31 มีนาคม 2568 (15 เดือน)

งบประมาณเหมาจ่าย : 24,000 บาทต่อเดือน

 

หน้าที่รับผิดชอบหลัก

ประสานงาน ลงพื้นที่ ติดตามผลการทำงานและพิจารณาความถูกต้องของรายงานการเงินตามระเบียบ สสส.จากที่โครงการย่อยส่งกลับมาทุกโครงการ และจัดทำรายงานความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากการที่ตนเองติดตามการดำเนินงานของภาคีภาคประชาสังคมจังหวัดจำนวน 10 จังหวัด ทั้งรายเดือนและรายงวด (4 งวด) ตามแบบฟอร์มที่ สสส.กำหนด

ภาคีประชาสังคมจังหวัดที่ต้องประสานงาน ได้แก่ 1) สมาคมเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา 2) สภาพลเมืองสุรินทร์ 3) เครือข่ายรักจังสตูล 4) สมาคมเครือข่ายภาคประชาสังคมสุพรรณบุรี 5) ประชาสังคมจังหวัดลำพูน 6) ขบวนองค์กรชุมชนอำนาจเจริญ 7) สมาคมประชาสังคมชุมพร 8) สมาคมพหุภาคีพัฒนาประชาสังคมจันทบุรี 9) สภาสาเกตนครจังหวัดร้อยเอ็ด และ 10) ประชาสังคมจังหวัดกาฬสินธุ์ 

โดยภาคีทั้ง 10 จังหวัดต้องดำเนินงานในภารกิจตามที่ประชาสังคมทั้ง 10 จังหวัดตกลงร่วมกันกับทาง สสป.  และผู้ประสานงานต้องทำหน้าที่ติดตามให้แต่ละจังหวัดดำเนินงานตามที่ตกลงกันไว้นี้ ได้แก่

1) รวบรวมและจัดการข้อมูลปัญหาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ จากมุมการทำงานของภาคประชาสังคมในจังหวัด ผ่านความร่วมมือกับภาควิชาการหรือวิชาชีพในพื้นที่

2) ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อพัฒนาแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสวัสดิการและบริการทางสังคมที่รัฐมีข้อจำกัด ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ และผลักดันให้เกิดการตอบรับในหน่วยงานภายในจังหวัดที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

3) เติมความรู้และทักษะต่างๆ เพื่อให้แกนนำภาคประชาสังคมและคณะทำงานที่ร่วมดำเนินงาน สามารถทำงานจัดบริการสาธารณะได้จริงตามบริบทปัญหาของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่

4) ทดลองจัดบริการสาธารณะอย่างน้อย 1 ประเด็นใน 1 กลุ่มเป้าหมายในแต่ละจังหวัด เพื่อชี้ให้เห็นถึงระบบบริการที่เป็นจุดอ่อนของรัฐ เข้าไม่ถึงประชากรกลุ่มเฉพาะ

5) เชื่อมประสานเพื่อให้เกิดการสนับสนุนทรัพยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกิดข้อบัญญัติระดับท้องถิ่น / มาตรการระดับตำบล / อำเภอ /จังหวัด หรือนโยบายระดับจังหวัดเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว

6) พัฒนาแนวปฏิบัติหรือข้อเสนอนโยบายในพื้นที่ ที่เอื้อต่อการให้ภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนในการจัดบริการ

โดยทั้ง 6 ภารกิจ จะมุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกันว่า “แกนนำภาคประชาสังคมจังหวัด และคณะทำงานของจังหวัดจำนวน 200 คน มีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ ที่รัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินการ ได้รับการแก้ไขปัญหาให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น”

 

โดยมีขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน ดังนี้

          การดำเนินงานระยะที่ 1 :  1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567

  • ต้องเข้าสำนักงานทุกวันอังคาร และวันอื่นๆอีก 2 วัน/สัปดาห์ตามที่ตกลงกันตลอดระยะเวลาการจ้างงาน โดยสำนักงานตั้งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (งามวงศ์วาน) กรุงเทพฯ ภายในหมู่บ้านมงคลนิเวศน์ ซ.งามวงศ์วาน 48
  • เป็นลักษณะงาน project ไม่มีสวัสดิการใดๆทั้งสิ้น (ยกเว้นค่าเดินทางลงพื้นที่ติดตามงาน ตามที่ได้รับการอนุมัติให้ลงพื้นที่ได้) เมื่อหมดสัญญาจ้างหากมีงานโครงการต่อก็สามารถทำได้ต่อเนื่อง
  • ต้องเข้าร่วมอบรมเรื่องการเงิน-การบัญชี ตามที่ สสส. กำหนดไว้ อย่างน้อย 1 ครั้ง (ภายใน 2 เดือนแรกของการทำงาน) เพื่อให้สามารถติดตามรายงานการเงินของภาคประชาสังคม 10 จังหวัดได้ถูกต้องตามระเบียบ สสส.
  • ประสานงานกับฝ่ายสำนักงานและการเงิน เพื่อติดตามความเรียบร้อยของสัญญาโครงการย่อยกับภาคประชาสังคม 10 จังหวัด และแผนปฏิบัติการในงวดที่ 1 ที่ทั้ง 10 จังหวัดจัดส่งกลับมา  เพื่อให้ฝ่ายการเงินเตรียมการโอนเงินงวดที่ 1 ให้โครงการย่อยดำเนินงาน ไม่เกิน 20 มกราคม 2567
  • ประสานงาน ติดตาม ลงพื้นที่ (หากจำเป็น) เพื่อกระตุ้นให้โครงการย่อยดำเนินงานตามภารกิจที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัดตามแผนปฏิบัติการรายงวด 4 งวด , ให้จัดทำรายงานตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้ในแต่ละงวดงาน-งวดเงิน , ให้จัดทำแผนปฏิบัติการในงวดต่อไป , ให้จัดเก็บใบเสร็จทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดส่งมอบกลับมาให้ผู้ประสานงานโครงการ
  • ให้คำปรึกษาและติดตามเอกสารการเงินของโครงการย่อยที่ต้องส่งกลับมาอย่างถูกต้องทุกกิจกรรมในทุกงวด ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด
  • จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเบิกงบประมาณรายงวดจำนวน 4 ครั้ง ให้กับโครงการย่อย ได้แก่
    1) แบบฟอร์มสรุปผลการเบิกเงินงวด เพื่อขออนุมัติกรรมการตรวจรับเบิกเงินงวด  2) รายงานการดำเนินงานของโครงการย่อย พร้อมภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง และจัดส่งให้ฝ่ายการเงินดำเนินการต่อ ทั้งนี้กำหนดวันส่งมอบเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายการเงินไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากผู้ประสานงานได้รับเอกสารที่โครงการย่อยจากทั้ง 10 จังหวัดส่งกลับมาแล้ว
  • จัดทำเอกสารรายงานผลการติดตามการดำเนินรายเดือน ตามแบบฟอร์มที่กำหนดร่วมกันกับผู้จัดการโครงการ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานทั้ง 10 จังหวัด, ประเมินสถานการณ์การทำงานของพื้นที่ เพื่อการปรับแผนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
  • จัดทำรายงานประจำงวดตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้จำนวน 4 ครั้ง ส่งผู้จัดการโครงการ
  • ร่วมจัดเวที CSOs FORUM ระดับภูมิภาคจำนวน 4 ครั้ง
  • ร่วมจัดการประชุมออนไลน์เพื่อเติมความรู้และทักษะให้กับโครงการย่อยทั้ง 10 โครงการ อย่างน้อย 3 ครั้ง  
  • ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2567 ประเมินสถานการณ์ความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการย่อย และหากจำเป็นต้องขยายเวลาการดำเนินงาน ให้จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อขออนุมัติขยายเวลาดำเนินงานโครงการย่อย
  • อื่นๆตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกินขอบเขตภารกิจตามที่กำหนดไว้ข้างต้น

 

          การดำเนินงานระยะที่ 2 : 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568

  • ร่วมจัดเวที CSOs FORUM ระดับชาติจำนวน 1 ครั้ง ซึ่งกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม 2568 โดยต้องมีการประสานงานภาคประชาสังคมทั้ง 10 จังหวัดเข้าร่วม
  • ติดตามรายงานประจำงวดของโครงการย่อย และจัดทำเอกสารเบิกเงินงวดสุดท้ายให้โครงการย่อย
  • จัดทำรายงานประจำงวดตามที่กำหนดไว้ โดยเน้นไปที่ประเมินผลการดำเนินงานภายหลังสิ้นสุดการดำเนินงานของโครงการย่อยแล้ว
  • อื่นๆตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกินขอบเขตภารกิจตามที่กำหนดไว้ข้างต้น

 

 

ทั้งนี้หากใครสนใจ ให้เขียนบทความ 1 หน้ากระดาษ A4 ว่า “หากต้องมารับตำแหน่งนี้ และภาคประชาสังคมทั้ง 10 จังหวัด เกิดปัญหาในการทำงานโครงการย่อย จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร”

 โดยส่งกลับมาที่  นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ผู้จัดการโครงการ
ที่
peacewayfoundation@gmail.com เท่านั้น ภายใน 24 ธันวาคม 2566

 

รู้จักสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม

 “สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.)”  ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในรูปสมาคม จัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2560 (จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในรูปสมาคมปี 2561) โดยในช่วงเริ่มต้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ.2558 ขึ้นมา แต่ด้วยข้อจำกัดของระเบียบฯ ที่ไม่มีการระบุเรื่องการมีสำนักงานทางการและกองทุนสนับสนุนการดำเนินงาน ได้นำมาสู่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559 การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาสังคม ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ระหว่างคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) และหน่วยงานของรัฐ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวง มหาดไทย (มท.), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือ

          แต่เพราะไม่มีสำนักงานทางการจึงทำให้การเชื่อมประสานหน่วยงานทั้ง 5 จึงพบอุปสรรค เหล่านี้จึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นในภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และเห็นควรให้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสานการทำงานของเครือข่ายฯ และกลไกต่างๆที่เกิดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯในช่วงเวลานั้น ดำเนินการในรูปของ “สมาคม” ซึ่งจดทะเบียนเป็นองค์กรนิติบุคคลเมื่อเดือนมีนาคม 2561 มีนายมณเฑียร บุญตัน เป็นนายกสมาคมคนแรก ชื่อว่า “สมาคมส่งเสริมภาคประชาสังคม” มีกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ เช่น นายวันชัย บุญประชา, นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง, นางสาวสุภาวดี เพชรรัตน์,นางสาวอนุสรณ์ ไชยพาน, พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ , นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ เป็นต้น 

          อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา สสป. ได้มุ่งเน้นมาทำงานกับกลไกภาคประชาสังคมจังหวัด ซึ่งหมายถึง การรวมตัวของคนทำงานภาคประชาสังคมในจังหวัดประเด็นต่างๆ ที่มีลักษณะข้ามประเด็นหรือข้ามองค์กร โดยเป็นการใช้พื้นที่จังหวัดเป็นที่ตั้งในการดำเนินกิจกรรม มีโครงสร้างการเชื่อมกันเป็นเครือข่ายในระดับจังหวัดที่ชัดเจน มีการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อการเข้าถึงการสนับสนุนทรัพยากร ซึ่งภาคประชาสังคมที่เข้ามารวมกันในกลไกจังหวัดนั้น มีทั้งองค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน เช่น สภาองค์กรชุมชน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน เช่น องค์กรประชาชน องค์กรแรงงาน เป็นต้น

          ปัจจุบัน (2565-2566) สสป.ทำงานกับภาคประชาสังคมจังหวัด 10 จังหวัด ได้แก่ 1) สมาคมเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา 2) สภาพลเมืองสุรินทร์ 3) เครือข่ายรักจังสตูล 4) สมาคมเครือข่ายภาคประชาสังคมสุพรรณบุรี 5) ประชาสังคมจังหวัดลำพูน 6) ขบวนองค์กรชุมชนอำนาจเจริญ 7) สมาคมประชาสังคมชุมพร 8) สมาคมพหุภาคีพัฒนาประชาสังคมจันทบุรี 9) สภาสาเกตนครจังหวัดร้อยเอ็ด และ 10) ประชาสังคมจังหวัดกาฬสินธุ์ 

โดยจุดเด่นของกลไกภาคประชาสังคมทั้ง 10 จังหวัด คือ เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานสร้างสุขภาวะให้กับประชากรกลุ่มต่างๆในระดับพื้นที่อยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการผลักดันประเด็นการสร้างสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด ผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) เพื่อให้เกิดรูปธรรมในการดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะในระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการต่อไป

นอกจากนั้นแล้วอีกภารกิจหนึ่งที่ สสป.ให้ความสำคัญ คือ การนำแนวคิดเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม มาผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมขององค์กรภาคประชาสังคมที่อยู่บนฐานของการพึ่งพาตนเอง รวมถึงการขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งองค์กรภาคประชาสังคม

สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) มีหลักยึดการทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย 4 ประการ คือ

(1) ใช้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ผ่านเป้าหมายที่ 17  ซึ่งระบุเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นแนวทางสำคัญในการทำงาน โดยเห็นว่าการที่ภาคประชาสังคมจะสามารถเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือ” ได้นั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพ พัฒนาขีดความสามารถตัวคนทำงานภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถเข้าร่วมเป็นภาคีในการพัฒนาของรัฐในทุกระดับ ขณะเดียวกันก็จะสามารถผลักดันนโยบายและนำนโยบายสู่การปฏิบัติในการสร้างสุขภาวะประชากรกลุ่มต่างๆ

(2) การตระหนักว่าการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) ต้องมีการเตรียมความพร้อมกลไกตั้งแต่ช่วงการพัฒนานโยบาย เพื่อทำให้นโยบายที่ประกาศใช้นั้นสามารถนำสู่ความสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ได้จริง ดังนั้นการเตรียมความพร้อมผู้เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่สำคัญต้องทำแต่เนิ่นๆ ซึ่งคนทำงานในองค์กรภาคประชาสังคม คือ กลไกหนึ่งที่สำคัญของพื้นที่

(3) สสป. เลือกมุ่งเน้นการทำงานเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคณะทำงานระดับจังหวัดอยู่แล้ว โดย สสป.จะทำงานเชื่อมร้อยขบวนจังหวัดให้มุ่งไปสู่ทิศทางข้างหน้าร่วมกัน เปรียบได้กับเป็นตัว Catalyst หรือที่เรียกว่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สสป.จึงเป็นแค่กลไกเล็กๆที่กระตุ้นทางความคิด ให้คนทำงานเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน (Mindset) บางอย่างให้เกิดความแข็งแรงขึ้น เพื่อไปทำงานกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ได้มีประสิทธิภาพและคมชัดขึ้นตามภารกิจที่คนทำงานได้ดำเนินอยู่แล้วในวิถี

(4) การผลักดันให้เกิดนโยบายส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม คือภารกิจระยะยาว และจักต้องอาศัยองคาพยพหลายภาคส่วน ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ที่จำเป็นต้องมีกลไกเชื่อมประสานให้องคาพยพต่างๆได้มาร่วมทำงานตามความเชี่ยวชาญ

Contact : peacewayfoundation@gmail.com

Recent Jobs

HR and Office Administration Consultant, Based in Bangkok
Nonprofits / องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

HR and Office Administration Consultant, Based in Bangkok

  • WWF Thailand - World Wide Fund for Nature International
  • 12 Apr 2026
24 April 2026 126
Communications Officer
Nonprofits / องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

Communications Officer

  • Stockholm Environment Institute
  • 10 Apr 2026
10 May 2026 360
Project Officer, Strengthening Governance and Inclusivity in Community-based Mangrove Management in Southern Thailand Project, Thailand Office
  • RECOFTC
  • 10 Apr 2026
30 April 2026 317
HR Officer
Nonprofits / องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

HR Officer

  • Gateway Education
  • 10 Apr 2026
10 May 2026 211